อาลัย “ชาคริต” เปิดใจ หลังสูญเสียคุณแม่

-- โฆษณา --

นักแสดงหนุ่ม “ชาคริต แย้มนาม” ได้เปิดใจถึงการเสียชีวิตของคุณแม่สุดที่รัก “คุณสมลักษณ์ แย้มนาม” วัย 77 ปี ที่จากไปอย่างสงบ หลังป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ได้รักษาเป็นระยะเวลา 4 ปี จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง และป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ จนต้องเข้ารักษาที่ ICU ไม่รู้สึกตัวมาประมาณ 1 อาทิตย์กระทั่งจากไปอย่างสงบ

“อย่างที่ทุกคนทราบท่านก็ป่วยมาจะครบ 4 ปี ผมเชื่อว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เจ็บปวด ต้องอยู่กับการรักษาเยียวยามายาว ผมเชื่อว่าท่านสู้เต็มที่แล้ว ทำให้เรา…อย่างที่สุด เราในฐานะลูกก็ทำดีที่สุดแล้วเหมือนกัน ต่างคนก็ต่างทำดีที่สุดในระยะเวลาที่เรายังมีเหลืออยู่ ได้ดูแลกันมา ก็รู้สึกว่าเราทำได้เต็มที่ ดีใจที่เขาได้เจอหลาน อยากน้อยในสภาพร่างกายที่เขาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้กอด ได้ยินเสียงหลาน หลานได้ยินเสียงย่า จนทุกวันนี้แม้แต่หยิบรูปตอนที่ย่ายังสาวๆ หลานก็รู้เลยว่าเป็นใคร เขาก็รู้ของเขาเอง เชื่อว่าเด็กเขาแยกได้ เขาเข้าใจในความรู้สึกต่างๆที่ย่าให้กับเขา แม้ว่าจะนอนป่วยอยู่ ก็น่าจะถึงที่สุดแล้ว เราก็ไม่อยากจะทรมานท่านไปกว่านี้ ท่านหมดสังขารแล้วก็หลับไปอย่างสงบ”

อาการคือท่านหลับไปเลยอย่างสงบ ?
“ก็สโตรกมา 4 ปี ด้วยความที่แม่มีโรคประจำตัวคือทั้งภูมิแพ้ ทั้งไซนัส พอเข้าช่วงอากาศเปลี่ยนระบบทางเดินหายใจมันก็ติดขัด มีสเลดอะไรต่างๆ ไปลงปอด ออกซิเจนเลยขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่ทัน เหมือนคนวูบสลบไป ประมาณอาทิตย์กว่าที่ท่านไปอยู่ในการดูแลของคุณหมอ ก็ย้ายจากสถานที่ดูแลผู้ป่วยไปอยู่โรงพยาบาลใหญ่ของในเครือ คุณหมอก็ทำกันเต็มที่ใช้เครื่องช่วยหายใจต่างๆ ก็ถึงบอกว่าถึงที่สุด เกินกว่าที่เขาจะไปเอง เขาก็ไปอย่างสงบ ก็ยังพาภรรยา พาลูกไปคุย จริงๆ เราได้ตั้งพระไว้องค์หนึ่ง เรากำลังจะสร้างพระกัน เราตั้งใจว่าจะเอาพระองค์นี้ที่อยู่ข้างๆ แม่ไปบรรจุให้ ก็ไปกราบลาว่าจะนำพระไปแล้วนะ รอรับบุญใหญ่ อยู่ดีๆ หลานก็กระโดดขึ้นไปกอด แล้วก็จูบลงตรงหัวใจของย่า แล้วก็หยิบพระออกมาเอง กลับมาถึงบ้านได้ประมาณ 20-30 นาที ทางโรงพยาบาลก็โทรมาบอกว่าสิ้นแล้ว เราก็กลับไปแล้วก็ทำทุกอย่างตั้งแต่เมื่อวาน”

มีช่วงเวลาที่ได้สื่อถึงกัน ?
“มีตลอดครับ ด้วยอายุของคุณแม่แล้วเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด พูดจริงๆ เกิด แก่ เจ็บ ตายมันเป็นเรื่องปกติ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วมันต้องเกิดขึ้นมา เราเอง ทุกคนมันก็เหมือนกัน การเดินทางในวงเวียนของชีวิต มันก็ได้มีเวลาที่เราได้เข้าใจกับมัน มองทุกอย่างให้เป็นอนัตตา ให้มันเป็นกลาง ทำความเข้าใจไม่ว่าจะเป็นกับเรื่องธรรมะหรือสัจจะธรรมต่างๆ ของชีวิต แต่ในช่วงเวลาที่เขายังมีลมหายใจอยู่หรือเรายังหายใจอยู่ ก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ทดแทนบุญคุณชาตินี้ ผมว่าบุญคุณพ่อแม่ไม่สามารถที่จะทดแทนให้หมดได้ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ในฐานะลูกเราก็ทำให้ได้เต็มที่ ไม่ต้องมีอะไรที่มาขอโทษขอโพยกัน ไม่มีอะไรที่ต้องมานั่งเสียดายกันว่าอันนี้เราไม่ได้ทำ อันนั้นเราไม่ได้ทำ อะไรที่เคยทำผิดพลาดมา เป็นเด็กดื้อมาก็ขอขมากรรมกันไป”

ท่านได้สั่งเสียอะไรไว้ไหม ?
“ท่านพูดไม่ได้มานานแล้วครับ เราก็ต้องแปลเอาว่าอันนี้ถูกใจไหม ชอบใจไหม แต่ด้วยชีวิตคุณแม่ผมไม่ได้เป็นคนที่ซับซ้อนอะไร สิ่งที่เขาชอบที่เขาต้องการก็มีไม่กี่อย่าง อย่างสีที่เรารู้ว่าเขาชอบสีม่วง เราก็เลือกดอกไม้สีม่วง เขาชอบนกยูง เราก็เอานกยูงมาให้ ท่านเองก็ทรมานมาเยอะแล้วกับการป่วย และท่านเองก็เป็นคนที่เรียบง่าย ก็เลยเลือกที่จะสวดอภิธรรมแค่ 3 วันน่าจะพอแล้ว ไม่อยากจะยื้อดวงจิตท่านไว้นานกว่านี้ และมันก็เป็นความต้องการของท่าน เราคิดว่า 3 วันนี้ก็ทำให้เต็มที่”

ช่วงที่ขอขมากรรมคือทำตอนไหน ?
“ตั้งแต่ที่แกป่วยมา เราก็ได้คุยกันเรื่อยเปื่อย เหมือนเป็นการคุยกันมากกว่าว่า มามี๊ทำดีแล้ว มามี๊เลี้ยงเรามาดีที่สุดแล้ว และเราก็เป็นคนดีที่สำนึกในคำสอนแม่มาตลอด ก็บอกแม่ไม่ต้องห่วง อะไรที่เคยดื้อมาเราก็ขอโทษ มันก็เป็นบทเรียนและคอยสอนให้โอกาสเรามาตลอด มันเป็นสิ่งที่แม่ลูกคุยกันมากกว่าครับ”

น้องโพธิ์ทราบไหม ว่าคุณย่าไม่อยู่แล้ว ?
“เขาบอกคุณย่าหลับครับ ความตั้งใจคือเราบอกคุณย่าไว้ว่าไม่ต้องห่วง เพราะเขาได้เจอกัน และเราจะทำอย่างเต็มที่ให้โพธิ์เขาจำคุณย่าเขาได้ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในวัยที่ยังเด็ก แต่หน้าที่ของเราคือต้องการให้เขารู้ว่าเขามีย่าที่ดีมากๆ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่ามากๆ คนหนึ่ง”

หลังจากพิธีเสร็จ จะนำอัฐิไว้ที่ไหน ?
“คิดว่าน่าจะเก็บไว้ที่บ้าน เพราะยังมีญาติหลายคนที่ต้องเดินทางอยู่ต่างจังหวัดได้กราบไหว้ เอาไว้สักร้อยวัน และคิดว่าน่าจะเอาไปฝังไว้อยู่ใกล้ๆ เพราะใช้ชีวิตอยู่ที่สวน เลยจะเอาไปฝังไว้อยู่ด้วยกันที่สวน ให้อยู่กับธรรมชาติ เพราะเราได้ทำพิธีเผาเรียบร้อยแล้ว มันก็อยู่ที่เราเลือกจะฝังหรือลอยอังคาร จึงคิดว่าน่าจะให้ไปอยู่ใกล้ๆ กัน ที่บ้านสวนครับ”

ความฝันที่เคยบอกไว้ว่าจะรีโนเวทบ้านเพื่อให้คุณแม่มาอยู่ด้วย ยังทำอยู่ไหม ?
“ก็ยังทำอยู่ครับ ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าแล้วอาคารนั้นจะทำยังไง มันก็มีประโยชน์สำหรับญาติพี่น้องคนอื่นที่เวลามาเขาก็มาอยู่ได้ เวลามาช่วยงานหรือมาเยี่ยมหลาน มันก็ยังมีประโยชน์ของมันอยู่ ในอนาคตก็อาจเป็นที่ที่เราอยู่เพราะคงเดินขึ้นลงบันไดไม่ไหว ยังไงก็ยังทำครับ ไม่ตัดออกจากโครงการ”

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here