ติสท์ตัวพ่อ “แน็ก ชาลี” แจงทุกประเด็น มั่นใจหำใหญ่มาก

-- โฆษณา --

เรียกได้ว่าเริ่มใจอ่อนออกมารับงานแล้ว สำหรับหนุ่มติสท์ตัวพ่อ “แน็ก ชาลี” ที่หวนกลับมารับงานถ่ายเอ็มวีเพลงกับคู่จิ้นวัยเด็ก “โฟกัส จีระกุล” งานนี้ทำเอาเหล่าบรรดาคนรัก “เจี๊ยบ-น้อยหน่า” ฟินกันเป็นแถว เมื่อเจอตัวหนุ่มแน็กก็ขอดึงตัวมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสมาแรงของตนเองซะหน่อย ที่ไม่ว่าช่วงนี้จะทำอะไรก็อยู่ในกระแสตลอดเวลา แถมความรักสัตว์ของหนุ่มแน็กนั้นก็ยังพีคขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นยอมขายของส่วนตัว เพื่อมาเลี้ยงสัตว์เลยทีเดียว แถมคำพูดสุดฮิตที่เคยบอกว่า “หำอันทรงพลัง” เจ้าตัวก็ยังออกมายอมรับและคอนเฟิร์มดังๆว่า “หำผมใหญ่มาก” จริงๆ

ก่อนหน้านี้เราบอกว่าอยากได้งานพรีเซ็นเตอร์อาหารสัตว์ มีผู้ใหญ่ติดต่อมาบ้างหรือยัง ?
“มีเยอะมากครับ แต่ผมไม่รับ เพราะผมคุยกับเจ้าหนึ่งอยู่เหมือนกัน เป็นเจ้าที่เขาทำด้วยใจจริงๆ อันนี้ผมพูดจริงๆ เลยนะ แล้วผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าหากเขายกเลิก ผมก็คงใจหายแน่ๆ เพราะมันมีเยอะมากจริงๆ ที่ติดต่อผมเข้ามา และที่สำคัญเขาต้องการให้ผมไปถ่ายกับไอสกู๊ปปี้ดูด้วย แต่ผมไม่ไปไง เพราะผมไม่เอาเปรียบหมา มันไม่ใช่หมาผม ผมแค่ให้อาหารมัน และก็คุยกับมันเฉยๆ ผมไม่อยากเอามันมาถ่ายเพื่อที่จะเอาเงิน”

งานละครกับงานแสดงมีเข้ามาบ้างหรือเปล่าช่วงนี้ ?
“ช่วงนี้ผมรับไม่ได้จริงๆ ครับ ถึงผมจะอยากเล่น แต่ผมไม่ไหวจริงๆ เพราะมันใช้เวลานาน ก็คือถ้าเมื่อไหร่เห็นผมลงเล่นละคร นั่นก็คือช่วงที่ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่เหลือแม้แต่มอเตอร์ไซค์คันจิ๋ว ไม่เหลืออะไรแล้วครับ (หัวเราะ) ส่วนภาพยนตร์ก็มีเยอะเหมือนกัน ซึ่งผมชอบภาพยนตร์มากกว่า จะภาพยนตร์ดีหรือไม่ดีผมเล่นหมดครับ และตอนนี้ก็มีจะถ่ายอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เอาจริงๆ ชีวิตผมตอนนี้ผมเครียดเรื่องการทำเพลงมากกว่า เพราะผมอยากปล่อยเพลง”

รายได้หลักของเราตอนนี้มาจากอะไร ?
“ขายของครับ สลับกันไปสลับกันมา”

ตอนนี้หลายคนก็เป็นห่วงเรื่องการเรียนของเราว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ ?
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงผมแล้วแหละครับ เพราะมันไม่มีวี่แววหรอก (หัวเราะ) คุณพ่อคุณแม่เขาก็ว่า จนเขาเลิกว่าไปแล้ว เขาทำใจได้แล้ว ช่างมันเถอะครับเรื่องนี้ (หัวเราะ) ไม่เป็นไร ผมไม่เครียดเรื่องนี้ เพราะผมรู้สึกว่าผมได้พยายามไปแล้ว จริงๆ เมื่อก่อนผมก็ได้อธิบายไปแล้วนะครับว่า วันแรกที่ผมเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย ผมยังคิดอยู่เลยว่าช่วงเวลา 4 ปี มันก็แค่แป๊บเดียว ยังไงก็ต้องจบ แต่ผมเรียนไปได้สักประมาณเกือบ 1 ปี วันที่ผมไปสอบครั้งแรก ผมก็เดินออกจากห้องสอบเฉยเลย ผมเดินไปตกปลา อันนี้จริงๆ นะ ผมสาบานได้เลย เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเรื่องจริง วันนั้นผมไปหาปลามาเลี้ยงที่บ้าน แต่หลังจากนั้นผมก็คิดได้ว่าผมต้องกลับไปเรียน ตอนนั้นผมก็กลับไปเรียนที่รามฯ ไปถามดูได้เลย ผมไปเรียนจริงๆ น่าจะมีคนเห็นอยู่ แต่พอเรียนไปเรียนมาผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้จริงๆ เพราะกว่าผมจะฝ่าฟัน ชั้นอนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ ไม่ไหวจริงๆ ครับ”

เรื่องความรักล่ะเป็นยังไงบ้างตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ?
“ตอนนี้ไม่มีครับผม กับคนที่เคยคุยเขาไปดีแล้วครับ เราจบกันด้วยดีมาก”

เป็นเพราะเขารับไลฟ์สไตล์เราไม่ได้หรือเปล่าถึงทำให้ต้องจบ ?
“ไม่มี แต่เอาจริงๆ ผมก็สงสารเขาเหมือนกันนะ คือผมเข้าใจเลยว่าคนเราที่รักกันมาก เรามีทุกอย่างพร้อม แต่ว่าสุดท้ายเราต้องแยกกัน ความรู้สึกมันเป็นรู้สึกยังไง แต่ก็อย่างที่บอกครับเราจบกันด้วยดีจริงๆ ซึ้งเลยได้ไหมครับตอนนี้ เอ่อ…การจบกันด้วยดี มันมีข้อเสียเพราะมันจะทำให้เราต้องคิดถึงเขาทุกวัน ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดถึงเขาตลอด”

ทำไมเราถึงเลือกที่จะโพสต์เกี่ยวกับวันครบรอบการเลิก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับความรัก ?
“จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เลวมากเลยนะครับการโพสต์อะไรแบบนั้น ซึ่งผมเองก็รู้ แต่ด้วยความที่ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาเห็นไงในตอนนั้น และอย่างที่บอกพอเราจบกันด้วยดี แถมเราต่างคนต่างก็ยังไม่ได้มีใคร เรายังคุยกันบ้างอะไรบ้าง วันไหนที่เราคิดถึงเราก็ลงรูป มันก็คือความสุขที่เราได้ลง”

เหตุผลที่ทำให้เราสองคนต้องเลิกกันในตอนนั้นคืออะไร ?
“หลายอย่างเลยครับ แต่ผมยืนยันว่าเราจบกันด้วยดีมากจริงๆ ดีที่สุดในโลกเลยครับ”

พอเราโสดแบบนี้มีผู้หญิงเข้ามาให้จีบบ้างหรือเปล่า ?
“ผมคิดว่าเขาน่าจะกลัวผมนะครับ ผมสามารถพูดเรื่องจริงได้เลยเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องที่มีคนทักผมเข้ามาเยอะสุดๆ ตอนแรกผมก็ดีใจมากนะที่ได้อ่านข้อความ ทั้งจากคอมเมนต์ และมีคนส่งเข้ามาส่วนตัว แต่บอกตรงๆ ตอนนี้ผมตอบไม่ไหวจริงๆ ครับ เพราะมันเยอะมาก มีเข้ามาเป็นพันเป็นหมื่นข้อความ มีส่งเข้ามากันทุกเช้า บางคนก็ไปเจอจิ้งจกถูกประตูหนีบ บางคนก็เจอนกตกลงมาจากที่นั่นที่นี่ คือมีคนมาปรึกษาผมเกี่ยวกับสัตว์ทุกชนิดบนโลกใบนี้เลย”

เราคิดว่าเราเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมากไหม ?
“ไม่ใช่หรอกครับ จริงๆ ผมเป็นคนตลกบ้าง เครียดบ้าง แล้วแต่อารมณ์”

เรื่องความรัก เราคิดว่าชีวิตนี้เราจะมีแฟนไหม ?
“คงมีแหละครับ แต่ตอนนี้ผมอยากอยู่กับแม่ผมก่อน ผมติดแม่ ติดหลานมาก ผมรักหลานรักครอบครัวผมสุดๆ แถมผมก็ยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบด้วย ไม่สามารถไปไหนได้หรอกครับ”

สเปกผู้หญิงในอุดมคติเราต้องเป็นคนแบบไหน ?
“ผมชอบผู้หญิงแก่ครับ ชอบผู้หญิงอายุเยอะๆ ชอบผู้หญิงที่อายุเยอะแล้วยังดูสวย เพราะเวลามองแล้วผมรู้สึกว่าเขามีเสน่ห์ ส่วนเรื่องการพูดคุย ถามว่าต้องคุยรู้เรื่องไหม เอ่อ…จริงๆ จะเป็นทางผมมากกว่าที่คุยไม่รู้เรื่อง แต่พอถึงเวลาที่ผมเข้าไปจีบจริงๆ บางครั้งเราก็คบกันไม่ได้ เพราะอายุเราห่างกันเยอะเกิน”

พอจะระบุตัวเลขได้ไหมว่าเราชอบประมาณไหนอายุเท่าไหร่ ?
“แก่นะ ก็ชอบคนอายุเยอะนั่นแหละครับ แต่ที่ผ่านมาพอผมมีแฟนจริงๆ ก็จะเป็นแฟนเด็กทุกคน ยิ่งใครที่เป็นคนรักสัตว์นี้ผมจะชอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งคนที่ผมพึ่งจะเลิกไปก็คือคนที่รักสัตว์มากเช่นกัน เขาไม่เคยรังเกียจอะไรเลย น่ารักมาก”

โดยปกติผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เข้าหาเราจะต้องเป็นสไตล์เดียวกับเราไหม ?
“ส่วนใหญ่ผมจะเข้าหามากกว่าครับ แต่พอผมเข้าไปจีบจริงๆ เขาก็ไม่ค่อยคุยกับผมหรอก ผมก็ทำได้แค่ชวนคุยนู่นชวนคุยนี่ไปเรื่อย”

เราแผนอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าว่าอย่างไรบ้าง ?
“ผมก็อยากรวยอยากมีเงินเหมือนกันนะครับ เพราะอายุผมก็จะ 30 แล้ว แต่มันทำไม่ได้สักที.ดังนั้นถ้าถามผม ณ ตอนนี้ ผมก็อยากจะใช้ชีวิตให้มีความสุข อยู่กับครอบครัวให้พ่อแม่มีความสุขแค่นั้นก็โอเคแล้ว”

ไม่คิดจะไปเป็นนักแสดงสักค่ายสักสังกัดเลยใช่ไหม ?
“ผมคงอยู่กับใครไม่ได้หรอกครับ อันนี้ผมพูดจริงๆ หรือถ้าใครมีงานก็ติดต่อผมได้ครับ ถ้าผมรับก็โอเค (หัวเราะ) ก็อย่างที่บอก ถ้าเป็นงานละครหรืองานซีรีส์ ตอนนี้ผมรับไม่ได้จริงๆ ครับ มันยาวไป”

เราปฏิเสธไปกี่งานแล้วสำหรับงานละครที่ติดต่อเข้ามา ?
“เยอะมากครับ ถ้านับรวมกันก็ถึง 50 นะ มันเยอะมากจริงๆ ยิ่งงานรีวิวด้วยแล้วยิ่งมีเยอะมาก แต่ก็มีงานรีวิวงานหนึ่งนะที่ผมอยากทำมากเหมือนกัน ก็คืองานรีวิวหำใหญ่ อันนี้ผมไม่ได้ตลก มันมียาพวกนี้ส่งมาให้ผมเยอะมาก”

ส่งมาให้เราลองกินเหรอ ?
“ยังไม่ส่ง เขายังไม่ส่ง แค่จะส่งมาให้ผมเฉยๆ ซึ่งผมก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนๆ นะว่ามันเป็นเรื่องตลกหรือเปล่า แต่ด้วยความที่ผมไม่รับงานอะไรทำนองนี้อยู่แล้วไง ผมก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องจริงเรื่องหำผม แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ายามันดีจริงหรือยามันไม่ดี ผมไม่กลัวเลยครับเรื่องโป๊ ผมกลัวเรื่องคุณภาพมากกว่า โชว์หำไปเลยครับ”

เราเอาความมั่นใจเรื่องความแข็งแรงของน้องชายเรามาจากไหน ?
“ก็จากวันที่ผมตกบันไดมีครับ มันช่วยพยุงตัวผมจริงๆ เพราะวันนั้นมือผมยังไม่ถึงพื้นเลย แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรถึงก่อน เป็นคนอื่นตายไปแล้วครับ แต่ของผมมันพยุงเอาไว้จริงๆ”

แสดงว่าเรามั่นใจมากว่ามันแข็งแรง ?
“ใช่ครับ ผมตกบันไดแล้วผมดูทันทีเลยว่าใช่แน่นอน วันนั้นผมลุกเดินต่อได้ทันที อันนี้ไม่ได้ตลกนะ ผมจริงจัง ส่วนเรื่องยาหำใหญ่มีติดต่อมาเยอะมาก แต่ผมรับไม่ได้ครับ พวกยากินผมไม่รับครับ”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here