“ตั้ว” แพลนสอบทนาย ลั่นในอนาคตอาจอำลาวงการ

-- โฆษณา --

กำลังเตรียมตัวเป็นทนายอีกคนแล้ว สำหรับนักแสดงหนุ่ม “ตั้ว เสฎฐวุฒิ” ที่เพิ่งเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) โดยเจ้าตัวเผยว่าปีหน้าเตรียมสอบทนาย ส่วนเรื่องงานในวงการบันเทิงยังคงทำอยู่ แต่ในอนาคตหากได้เป็นอัยการ-ผู้พิพากษาก็อาจจะต้องเซย์กู๊ดบายวงการบันเทิงไทย

ใกล้เรียนจบแล้ว ?
“ครับผม ถ้านับวันที่ 11 เดือนนี้ก็ถือว่าอีกอาทิตย์เดียวก็เรียนจบแล้ว”

เรียนคณะอะไร ?
“นิติศาสตร์ครับ กฎหมาย มหาลัยเอแบค”

ถ้าเรียนจบจะทำอาชีพทางกฏหมาย ?
“คือเอาจริงๆทางกฎหมายเป็นได้หลายรูปแบบนะ จะเป็นทั้งตำรวจ ทนาย เป็นพนักงานบริษัทกฏหมาย หรือเป็นที่ปรึกษาอิสระก็ได้ เอาจริงๆผมคิดว่าที่ปรึกษาอิสระน่าจะใกล้ที่สุด ต้นปีหน้ามีแพลนสอบทนายก่อน ส่วนการจะประกอบอาชีพในการรับราชการ อย่างเช่นสอบ อัยการ ผู้พิพากษาไหม อันนี้ ต้องรอดูในการสอบนิติบัณฑิตในอนาคตก่อนครับ”

งานวงการบันเทิงละ จะทิ้งทวนเลย ?
“เอาจริงๆผมรู้สึกว่า วงการบันเทิงเป็นอาชีพที่เรารักและยังสร้างรายได้ให้เราได้อยู่ ซึ่งในทางกฏหมายถ้าสอบ สมมุติผมวางแผนว่า 30 อยากเป็นอัยการผมต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปีเลยนะ ถ้าสมมุติว่าไม่ได้ทำงาน
ทนายหรือเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นพนักงานบริษัทกฏหมาย เราก็จะไม่ได้มีการฝึกกฏหมายแล้ว ไม่มีรายได้จากการครองชีพเลย ผมคิดว่าเราทำงานที่เรารักในการเป็นนักแสดงด้วย แล้วเวลาที่เราไม่มีถ่ายละคร เราก็อ่านหนังสือ เผื่อเตรียมตัวสอบในอนาคตซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นบาลานที่ดีในอนาคตด้วย”

ถ้าสอบกฏหมายได้ มันก็ค่อนข้างจะยาก หากจะทำทั้ง 2 อาชีพในเวลาเดียว
“คือก็ต้องดูครับว่า การสอบมันสอบในขั้นไหน สอบในชั้นไหน ถ้าสมมุติสอบแค่ตั๋วทนายซึ่งความยากจะยากกว่าระดับปริญญาตรีที่ผมเรียนมาประมาณนึ่งอยู่แล้ว อันนี้ผมรู้สึกว่าทำได้ แต่ถ้าเป็นทนายก็สามารถทำควบคู่กันได้แบบแบ่งพาร์ท ถ่ายละคร 4 วัน เจอลูกค้า-รับว่าความ 3 วัน ขั้นแรกมันสามารถทำได้ แต่ถ้าสมมุติมองในเรื่องของข้าราชการประจำปุ๊บ เช่นเป็นอัยการ ผู้พิพากษา อันนี้ก็ต้องเป็นอีกขั้นที่ต้องบายวงการบันเทิงถาวร เพราะด้วยข้อจำกัดทางราชการจะไม่สามารถเป็นได้”

ถ้าเราได้รับราชการ เราโอเคที่จะออกจากวงการบันเทิง ?
“เอาจริงๆ ต้องพูดว่าในทางกฏหมายและทางการแสดงผมชอบทั้ง 2 ทาง แต่ว่าถ้าสมมุติอย่างที่บอกถ้าสอบอัยการและผู้พิพากษามันจะยาก และเราคงไม่ได้สอบเร็วๆใน 25 เก็บชั่วโมงปุ๊บสอบได้เลย ผมเชื่อว่ามันต้องมีระยะเวลา แต่ก่อนจะไปพาร์ทนั้น ขอทำงานที่เรารักนี้ก่อน ซึ่งพอถึงเวลา 30 หรืออายุเท่าไรนี่ผมไม่แน่ใจ พอได้เป็นปุ๊บในการทิ้งสิ่งที่รักสิ่งหนึ่งเพื่อทำสิ่งที่รักอีกสิ่งหนึ่ง ผมว่าเป็นความสุขทั้ง 2 อย่าง”

แฟนคลับจะไม่เสียใจเหรอ หากเราจะทิ้งวงการบันเทิง ?
“เอาจริงๆแล้ว ผมว่าทิ้งงานในวงการบันเทิง น่าจะหมายความว่าทิ้งงานในฐานะนักแสดง คนอาจจะไม่เห็นผมในงานเป็นนักแสดงรับบทบาทใดบทบาทหนึ่งในละคร แต่ถ้าพูดถึงผมเป็นพนักงานอัยการ หรือ เป็นทนาย ผมยังสามารถทำงานในสื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ได้นะ อย่างเช่น ผมอาจจะเป็นผู้บรรยายในรายการหนึ่ง เป็นพิธีกรที่ให้ความรู้กฏหมาย ทำรายการกฏหมายเพื่อชาวบ้าน กฏหมายเพื่อประชาชน กฏหมายธุรกิจที่ควรรู้ เพื่อป้องกันคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้กฏหมายแต่อยากทำธุรกิจ จริงๆมันสามารถเป็นได้หลากหลายรูปแบบได้ อาจจะไม่ชินที่ไม่ได้เห็นผมในฐานะนักแสดงในอนาคต”

ส่วนเรื่องหัวใจละ ?
“อ่อ ไปตรวจมาหัวใจสุขภาพดี (ยิ้ม) อ่อ ในเรื่องความรักเหรอครับ ตอนนี้ขอพูดว่ากลับมาอยู่ในสถานะโสด”

โสดนานยัง ?
“สักพักนึงครับ”

มีคนคุยมั้ย ?
“ไม่ครับ เพิ่งโสดมาเองนะ ยังไม่พร้อม”

ปิดใจ ?
“ไม่เชิงปิดใจหรอก แค่มีคนที่เรารู้สึกว่ามันใช่ ทั้งจังหวะ เวลา และความรู้สึก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกแหละ ต่อไปคงเป็นเวลา เรารู้สึกว่าเรากำลังจะเรียนจบ เรามีแผนในอนาคต มีเป้าหมายที่เราต้องทำ ในปี 2-3 ปีนี้ เราอยากโฟกัสและตั้งใจสิ่งนี้ให้ได้มากที่สุดก่อน ไม่ได้หมายความว่าเราจะโฟกัสในปีสองปี และคนรักจะเข้ามาไม่ได้ ไม่ใช่นะ เราแค่รู้สึกว่าเราเอาอันนี้เป็นเฟิร์สเพอลิตี้แรกในชีวิตเราก่อน ส่วนความรักจะเข้ามาก็ได้ แต่ขอรับผิดชอบหน้าที่ชีวิตของตัวเองก่อน”

ตอนนี้ขอพักความรักไว้ก่อน ?
“ก็พูดอย่างนั้นก็ได้ครับ”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here