“ต่าย ชุติมา” เปิดใจครอบครัวมีปัญหาจริง โต้ติดเที่ยวทิ้งลูก ลั่นมีจิตสำนึกความเป็นแม่พอ

-- โฆษณา --

ทำเอาหลายคนสงสัยหนัก หลังมีข่าวเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวนักแสดงสาว “ต่าย ชุติมา ทีปะนาถ” กับสามีไฮโซ “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ที่ตอนนี้เหมือนครอบครัวมีรอยราว ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยกันว่าจะเอายังไงต่อ ด้วยทัศนคติในการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน อีกทั้งสาวต่ายยังเผยอีกว่าตนเองไม่ได้ติดเที่ยวอย่างที่เป็นข่าวแน่นอน ส่วยเรื่องฟ้องอย่าเรียก 50 ล้าน ก็ไม่ใช่ความจริง เสียใจที่มีข่าวนี้เกิดขึ้นในครอบครัวและสงสารลูก ที่โดนมองว่าต่างฝ่ายต่างเอาลูกเป็นตัวประกันไม่อยากให้ลูกมาอยู่ในสถานะการณ์แบบนี้ แต่ยังไงก็ยังรักและหวังดีเสมอ

ถามถึงกระแสข่าวว่าครอบครัวเรามีปัญหา ?
“ก็เป็นแบบที่คุณทิมพูดค่ะ ว่ามีการปรึกษากันอยู่เกี่ยวกับปัญหาภายในว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร”

เกิดปัญหามานานหรือยัง ?
“ก็พักใหญ่แล้วค่ะ หลายเดือนแล้วเหมือนกัน ส่วนสาเหตุคือความไม่เข้าใจกันในหลายๆ เรื่อง และทัศนคติที่แตกต่าง รวมทั้งครอบครัวของทั้ง 2 คน หรือการเติบโตของทั้ง 2 คน ที่ถูกเลี้ยงมาคนละแบบ”

ก่อนหน้านี้ไม่ได้ศึกษากันมาก่อนแต่งงานหรือเปล่า ?
“ปัญหาหลักๆ คือเรา 2 คนโฟกัสที่ลูก เราโตมาคนละแบบ ทั้งคู่ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก เลยเกิดความคิดเห็นในการเลี้ยงลูกที่ไม่ตรงกัน”

เห็นว่าเราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับเขาแล้ว ?
“ไม่ขนาดนั้นค่ะ เราก็มีกลับมานอนบ้านกับแม่ของเราบ้าง มาปรึกษาแม่บ้าง”

ความสัมพันธ์ตอนนี้เรียกว่าอะไร ?
“ยังปรึกษากันอยู่ค่ะว่าจะยังไง เพราะเรา 2 คนโฟกัสที่ลูกเป็นหลักอยู่แล้ว”

อย่างกระแสที่ว่าเราติดเที่ยว ติดปาร์ตี้ ?
“ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตคู่กับพี่ทิมมา ไม่มีคำว่าติดเที่ยวแน่นอน”

เรายังทำหน้าที่แม่ได้ดีเหมือนเดิมใช่ไหม ?
“ใช่ค่ะ เรายังมีจิตสำนึกของความเป็นแม่ รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเหมาะสม ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย ขณะที่เราจะไปต่างประเทศ หรือต่างจังหวัดกับแม่ เรายังไปไม่ค่อยได้เลย ถ้ามันมีโอกาสพิเศษอย่างเช่น วันเกิด หรืองานแต่งงาน เราก็ต้องไปบ้างตามมารยาทอยู่แล้ว เรารู้ว่าเวลาไหนเหมาะ สมควรหรือไม่ เราต้องทำหน้าที่ของเราให้เรียบร้อยก่อน”

ณ วันนี้หาทางออกให้ครอบครัวอย่างไร ?
“ก็พยายามปรึกษากันค่ะ ว่าต่างคนจะต้องการไปในทิศทางไหน”

มีข่าวว่าทั้งคู่เตรียมฟ้องหย่า ?
“ไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้นหรอกค่ะ ทุกวันนี้ก็คุยกันและโฟกัสที่ลูกเป็นหลักอยู่แล้ว”

ข่าวลือที่มีการฟ้องหย่า 50 ล้าน แสดงว่ามันยังไม่ถึงจุดนั้น ?
“โห… บางทีเราก็เสียใจนะ อยู่ดีๆ ก็มีคนพูดอย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าโดยเฉพาะมันมาจากคนในครอบครัว มันน่าผิดหวังมากถ้าอะไรที่ไม่ใช่ความจริง ซึ่งเราไม่เคยยึดติดกับเรื่องเงินเลย คือทุกวันนี้ที่เราต้องเริ่มทำธุรกิจ เงินลงทุนเราก็ทำกับที่บ้าน เราเปิดร้านมาประมาณ 2 ปี ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของบ้าน คือเรายินดีทำอยู่แล้ว”

ข่าวที่ออกมาเหมือนทั้งดิสเครดิต และมีเรื่องมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ?
“คนจะพูดอะไรก็ได้ แต่ความจริงก็คือความจริง คนใกล้ชิดก็จะรู้”

ต่ายยืนยันใช่ไหม ว่าเรื่องที่เราไม่ดูแลลูก มีมือที่สามไม่เป็นความจริง ?
“เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าหน้าที่เราคืออะไร เรามีเพื่อนได้ ไม่ว่าจะผู้ชาย หรือทอม คือเมื่อก่อนที่เรายังไม่ได้เริ่มทำงาน ไม่ได้มีสังคมอะไรอย่างนี้ แต่พอเราเริ่มทำธุรกิจ หรือมีเรียนปริญญาโท ก็ต้องมีเพื่อนเพิ่มขึ้น มีสังคมบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่คนได้เห็นคือเพื่อนสมัย ม.ต้น ม.ปลาย เป็นเพื่อนสนิท เราคุยกับเพื่อนที่เราไว้ใจได้ จริงจัง ไว้ใจ”

ตั้งแต่ที่สามีให้สัมภาษณ์ ได้คุยกับทางสามีบ้างหรือยัง ?
“ก็มีคุยกันเรื่องลูกเป็นหลักเลยค่ะ”

มีโอกาสจะกลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมไหม หรือปิดประตูตายไปแล้ว ?
“มันก็เป็นเรื่องของอนาคตค่ะ จริงๆ แล้วที่เราพยายามกันก็เพราะว่าลูก บางทีก็เสียใจทำไมลูกต้องมาเจอแบบนี้ (ร้องไห้) ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวของลูกไม่สมบูรณ์หรอก”

แสดงว่าเราก็ไม่อยากให้ข่าวนี้มากระทบกระเทือนต่อจิตใจลูกมากไป ?
“ก็ด้วย และก็รวมถึงปัญหาของเรา 2 คน เรารู้สึกว่าเราเป็นต้นเหตุหรือเปล่า (เสียงสั่น) ที่ทำให้ลูกต้องมาเป็นแบบนี้ เราน่าจะคุยกันได้ เพื่ออนาคตที่ของลูกเรา”

ตอนนี้คนมองว่าเรา 2 คน เอาลูกเป็นตัวประกันทั้งคู่ เหมือนกำลังแย่งลูกกันอยู่ ?
“เราไม่เคยคิดจะแย่งหรืออะไรเลย เพราะเราอยากให้ลูกได้อยู่กับทั้งพ่อและแม่เท่าๆ กัน อย่างที่บอกว่าพอเราโฟกัสที่ลูก เราก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา”

ณ วันนี้ในหัวของเรายังไม่มีคำว่าหย่าใช่ไหม ?
“อย่างที่บอกเลยค่ะว่ามันเป็นเรื่องของอนาคต แต่ทุกวันนี้เราก็ได้พยายามอย่างเต็มที่”

เราได้คุยกับลูกถึงเรื่องนี้ไหม ?
“ก็พยายามให้เวลาและให้ความรักกับเขาอย่างเต็มที่ที่สุดค่ะ คือหมายถึงว่าเขาอาจจะยังเล็กไปที่จะอธิบาย โอเคเขาอาจจะรับรู้ความรู้สึกได้ แต่ด้วยความรักที่เรามีให้เขา เขาก็ต้องรู้ว่าเราเป็นแม่คนหนึ่งที่ให้ความรักกับลูกคนหนึ่งได้เต็มที่ในแบบที่แม่คนหนึ่งจะให้ได้”

สำหรับเรา เราให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้าง ?
“ก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา อะไรที่เกิดขึ้นมันดีหมด สิ่งไหนไม่ดีหรือสิ่งที่เกิดกับเรา เราก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้น (เสียงสั่น) คอยเตือนเราในอนาคตว่าจะดำเนินชีวิตไปในแบบไหน”

มีกระแสข่าวออกมาว่า ช่วงที่กำลังมีปัญหากันอยู่ มีประเด็นของเรื่องการทำร้ายร่างกายด้วยจริงไหม ?
“อันนี้ขออนุญาตไม่ตอบนะคะ”

ทุกวันนี้เราคิดว่า คุณทิม ทำหน้าที่สามีที่ดีไหม ?
“เอ่อ… เขาก็ทำหน้าที่ของเขาแหละค่ะ ทุกวันนี้เราก็ยังรัก และหวังดีกับเขาอยู่แล้ว”

ตอนนี้คนมองไปแล้วว่าเราเป็นสาวสายปาร์ตี้ ทิ้งลูกที่ป่วยไปเที่ยว เรามีอะไรอยากจะบอกคนที่คิดแบบนั้นไหม ?
“ก็เข้าใจค่ะ พอเราอยู่ ณ จุด จุดนี้ พอมีข่าวออกมา บางทีคนที่ไม่รู้ความจริง หรือไม่ได้ใกล้ชิดจริงๆ ก็จะรับฟังแล้วไปวิเคราะห์ หรือจะเชื่อไปเลย คือเราไม่มีสิทธิ์ไปห้ามความคิดเขา แต่ว่าเรารู้ตัวเราว่าทำอะไรอยู่ ความจริงคืออะไร และคนใกล้ชิดทุกคนเรารู้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คุณพ่อ คุณแม่”

เราไม่ได้โกรธหรือซีเรียสอะไรใช่ไหม ?
“ก็แค่รู้สึกเสียใจ ผิดหวัง แต่เราก็ไปห้ามการกระทำหรือความคิดของคนอื่นไม่ได้ เราแก้ที่ตัวเราดีกว่าค่ะ”

แนวโน้มที่คุยกับสามีเป็นไงบ้าง ?
“ทั้งคู่ก็โฟกัสกับเรื่องลูกเป็นหลัก”

แล้วสถานะสามีภรรยาล่ะ ?
“ก็ยังถูกต้องตามกฎหมายอยู่ค่ะ”

มีใครเป็นกาวใจให้ครอบครัวเราไหม ?
“หลายๆ คนก็พยายามค่ะ แต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่คนสองคน”

ยังเลี้ยงลูกอยู่ด้วยกันไหม หรือต่างคนต่างอยู่ ?
“ก็… ถ้ามีเวลาก็ได้เลี้ยงด้วยกัน ทุกวันนี้เราก็มีภาระหน้าที่ของเรา”

ยืนยันว่ายังเป็นครอบครัวกันอยู่ เป็นพ่อและแม่ของลูก ?
“ค่ะ อนาคตจะเป็นยังไงเดี๋ยวค่อยมาว่าอีกที”

ตั้งแต่คบกัน แต่งงาน มีลูก เราริดว่าเราทำหน้าที่ภรรยา และแม่ที่ดีสมบูรณ์แบบแค่ไหน ?
“เราก็พยายามสุดความสามารถของเราแล้ว คือ เราไม่ได้อยากมาแก้ตัวกับสังคม แต่ไม่ว่าจะเพื่อน หรือ ครอบครัวเราเขาก็เห็นมาตลอดว่าเราดำเนินชีวิตยังไง”

เรามองว่าการแต่งงานตอนอายุยังน้อยมีส่วนไหม ?
“ก็อย่างที่บอก เราไม่มีคำว่าเสียใจหรืออะไร แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ว่านี่มันเกิดขึ้นแล้วนะ เราได้ข้อคิดอะไรจากมันบ้าง เราได้นำข้อคิดนี้ไปให้คำปรึกษากับเพื่อน หรือเมื่อลูกเราโตขึ้นมันก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้นที่เราจะมีเรื่องที่เราสามารถไว้บอกคนอื่นต่อได้เป็นข้อคิดดีๆ ได้”

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราก็ยังจะแต่งงานอยู่ใช่ไหม ?
“ใช่ค่ะ”

เรียบเรียง ชานนท์ พิทักษ์ตันสกุล

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here