-- โฆษณา --

ห่างหายจากหน้าจอไปนาน สำหรับพระเอกหนุ่ม “เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร” ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดก็ทำเอาแฟนๆตกใจกันยกใหญ่ เพราะเจ้าตัวเผยถึงเรื่องความรักที่หลังจากหย่าร้างกับอดีตภรรยาชาวต่างชาติ ตอนนี้ยอมรับยังไม่ได้คุยกับใครเป็นตัวเป็นตน แต่มีคนที่แอบชอบ แต่ที่ทำเอาแฟนๆตกใจเพราะเจ้าตัวเป็นโรคซึมเศร้ามานานถึง 4 ปี เคยคิดฆ่าตัวตายแต่ก็ผ่านมันมาได้และเป็นกำลังใจให้คนที่ป่วยเป็นโรคนี้หลายๆคน ส่วนตอนนี้ก็กำลังรักษาอยู่

ชีวิตคู่ของเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
“เอ่อ…จริงๆ ผมหย่าไปแล้ว และเคยมีแฟน แต่ว่าตอนนี้ผมโสดครับ โสดมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ถามว่าผมได้เปิดใจให้ใครไหม จริงๆ ก็มีคนที่แอบชอบอยู่เหมือนกัน ซึ่งเขาไม่รู้ตัวหรอก (หัวเราะ) เป็นสาวไทยที่แหละ และเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร”

ทำไมเราถึงเลือกที่จะแอบชอบ และไม่เดินหน้าจีบ
“ไม่ดีกว่าครับ ขอแค่ดูอยู่ห่างๆ และแอบปลื้มก็พอ เพราะผมเองก็มีงานที่รัดตัวอยู่เหมือนกัน แถมยังไม่พร้อมที่จะกลับไปเจอปัญหาเดิมๆ ด้วย คือถ้าหากเราไม่ได้ทำงานในสภาวะปกติเหมือนคนทั่วไป หรือการทำงานเบื้องหลัง ที่ถึงแม้เสร็จงานหน้ากองแล้วก็ยังนอนไม่ได้ มันเลยเป็นอะไรที่ยากครับที่จะสามารถหาคนมาเป็นคู่ชีวิตเราได้ ซึ่งจริงๆ ผมก็แอบถอดใจแล้วด้วยล่ะ อายุก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นถ้ามันยังนิ่งๆ แบบนี้ก็คงต้องปล่อยไป”

จริงๆ เป็นเพราะเราเข็ดกับความรักด้วยหรือเปล่า
“ไม่เข็ดครับ ทุกวันนี้ที่บ้านของผมก็ยังเรียกร้องให้ผมกลับไปคืนดีกับภรรยาเก่า เพราะทั้งสองบ้านเราสนิทกันมาก ซึ่งจริงๆ เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้ผมก็ต้องบินกลับไปเจอเขา เนื่องจากเรามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันในช่วงที่ใช้ชีวิตคู่ คือทุกวันนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ แต่ถามว่าเรายังทักกันทุกวันนี้ ก็ยังทักกันอยู่นะ แต่ยังคงเป็นในสถานะเพื่อนกันอยู่”

จะมีโอกาสกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือเปล่า
“ผมก็เคยแอบถามเขาอยู่เหมือนกันครับ แต่เขาก็บอกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว เราก็เลยตัดสินใจว่าคุยกันแบบนี้ดีกว่า”

สเปกผู้หญิงสำหรับเราตอนนี้เป็นยังไง
“เอ่อ…ตอนนี้ไม่มีสเปกแล้วครับ (หัวเราะ) ขอแค่เขาเข้าใจงานของเรา และมีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่ามันเพิ่มเข้ามาในชีวิตนั่นก็คือ ผมค่อนข้างมีความรู้สึกแปรปรวนเกี่ยวกับอารมณ์เยอะอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมต้องขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งว่าจริงๆ แล้ว ผมเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่รักษาตัวเองมานานกว่า 4 ปีแล้ว แต่โรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวนะครับ เพราะถ้าหากเรารู้ตัว เราก็จะได้รับคำปรึกษาเร็ว แต่พอผมต้องมาทำงายเบื้องหลัง ความกดดันก็สูงขึ้น ซึ่งบางทีผมกลับบ้านมา ผมก็จะมีอาการซึมเศร้า ดังนั้นถ้าหากมีใครมาอยู่กับผมและต้องเจอผมในสภาพแบบนั้น ผมก็ไม่เอาดีกว่า”

ตอนนี้เรายังมีอาการของโรคซึมเศร้าอยู่หรือเปล่า
“เป็นครับ และก็มีกลุ่มเพื่อนๆ ที่เป็นกันหลายคน ซึ่งมันก็จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่คอยช่วยกันให้คำแนะนำกัน เนื่องจากคนอื่นๆ จะไม่เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร”

ช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่ที่สุดพอจะจำได้ไหมว่ามันเป็นยังไง
“ก็คงเป็นช่วงที่รู้สึกไม่อยากอยู่บนโลกแล้ว ผมเคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาหลายรอบเหมือนกัน ยอมรับว่ามันมีโมเมนต์ที่จะเกิดอะไรไม่ดี แต่สุดท้ายก็เห็นหน้าพ่อกับแม่ตลอด และอย่างที่บอกพอผมมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ป่วยโรคนี้เหมือนกัน เราก็จะได้คุยกันเตือนกันว่าถ้าหากผ่านวันนี้ไปได้ มันก็จะดีเอง”

ตอนนี้เราดูแลอาการตัวเองอย่างไรบ้าง
“ยังต้องทานยาเหมือนเดิมครับ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เว้นเสียแต่ว่าไปเจออะไรที่มันกระทบกับความรู้สึกเราแรงๆ ก็จะต้องดูแลกันอีกที ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าผมมีแฟนมันอาจจะไม่โอเค เพราะถ้าหากเราแย่ เราก็อาจจะทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกแย่ตามไปด้วย”

มีโอกาสที่จะหายขาดหรือเปล่าสำหรับสิ่งที่เราเป็นอยู่
“มีครับ อย่างที่บอกโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัว และตัวผมเองก็ไม่ได้มีภาวะคิดมากอะไร นอกจากแค่คิดฟุ้งซ่านปกติเกี่ยวกับเรื่องงาน”

เรียบเรียง ชานนท์ พิทักษ์ตันสกุล

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here