“ป๋อ” ให้เหตุการณ์ “น้องภูดิศ” คางแตก เป็นบทเรียนสุดโหด

-- โฆษณา --

เป็นห่วงกันทั้งโซเชียล เมื่อ “น้องภูดิศ” ลูกชายคนโตของคุณพ่อ “ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ” และ “เอ๋ พรทิพย์” เกิดอุบัติเหตุลื่นหน้ากระแทกกับขอบโต๊ะจนคางแตก ถูกหามส่งโรงพยาบาลที่จังหวัดกระบี่ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2563) ป๋อเผยว่าเป็นบทเรียนที่โหดมากๆกับน้องภูดิศและครอบครัว แผลต้องเย็บ 20 กว่าเข็ม ตอนนี้ก็ปิดเกือบสนิทแล้ว แอบกัววลเรื่องแผลเป็นแต่เชื่อว่าเลเซอร์จะช่วยได้

“จริงๆก็ตัดสินใจกันอยู่เหมือนกันว่าจะลงให้เป็นเรื่องเป็นราวไหม แต่ก็อยากจะลงขอบคุณสำหรับคนที่ได้ช่วยเหลือจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นประมาณ 5 ทุ่ม ซึ่งอีกวันเราก็จะกลับแล้วถ้าทุกคนได้ติดตามใน Instagram คือเราเที่ยวกันสนุกมาก พรุ่งนี้จะบินกลับ ประมาณ 5 ทุ่มพ่อก่อนนางจะประทานอาหารกับเพื่อนเพื่อนเป็นวันสุดท้าย เอ๋ก็โทรมาบอกว่าลูกคางแตก แต่เสียงคือมันไม่ได้แล้วมันต้องโรงพยาบาล ก็ต้องแดกจากหาดที่จังหวัดกระบี่ เหมือนว่าต้องลงเขานิดหนึ่งด้วย แล้วก็ต้องแบกภูดิศขึ้นไปขึ้นรถโรงแรมเพื่อพาไปส่งที่โรงพยาบาล คือ 20 นาทีตอนนั้นเหมือน 2 ชั่วโมง เพราะว่าภูดิศเค้าร้องและเจ็บมาก เอ๋เค้าก็ร้องเพราะว่าใจเสีย ผมก็บอกว่าเอ๋อย่าร้อง เอ๋บอกแผลใหญ่มาก ลึกมาก เรื่องของเรื่องคือภูดิศเค้าพยายามจะไปเชียร์อะไรซักอย่างที่ทีวีเพื่อจะบอกน้องแล้วก็ลื่นผ้าห่มที่โรงแรม พอลื่นปุ๊กขาก็ลอยเลยด้วยทิศทางมันจะพุ่งไปทางทีวีอยู่แล้ว คางก็เลยไปกระแทกกับโต๊ะวางทีวี ก็เลยเป็นแผลลึก ฉีกทะลุปากด้านไหนประมาณ 2-3 เซ็นติเมตร ทะลุริมฝีปากเข้าไปด้านในเลย ก็ไม่เคยเห็นแผลเขาเยอะขนาดนี้ตอนนี้จิตใจก็ยังไม่ค่อยดี”

ตอนนั้นคือต้องตั้งสติทั้งพี่เอ๋แล้วก็น้องใช่ไหม?
“ร้องกันหมดอะครับ จริงๆแล้วน้องที่เป็นเจ้าของรีสอร์ทที่มาดูแลเขาก็ยังน้ำตาซึม ขึ้นรถตามไปหมดเลย แต่ตอน 5 ทุ่มมันไม่มีหมอแล้วไง เล่าก่อนว่าระหว่างนั่งรถตู้ที่บอกว่า 20 นาทีเหมือน 2 ชั่วโมง คือเราก็ไม่รู้ว่ากระบี่จะมีโรงพยาบาลยังไง แล้ว 5 ทุ่มจะมีหมอไหม พอไปถึงก็มีคุณหมอแต่คุณหมอแนะนำว่ายังเย็บไม่ได้ต้อง CT Scan อีก น้องต้องเจ็บต่อไปอีก ต้องไปดูว่ากรามแตกหรือเปล่า ต้องนอนอยู่ในอุโมงค์ CT Scan อีกประมาณ 10 นาที ต้องไปเอ็กซเรย์อีก ผมก็ต้องอยู่ข้างนอก น้องก็ร้องหาเอ๋อย่างเดียว สุดท้ายคุณหมอยังไม่เย็บวันนี้เพราะว่าน้องเพิ่งทานอาหารมาและลักษณะน้องดิ้นมาก เจ็บปวดจนไม่สามารถเย็บได้เพราะว่าถ้าเย็บตอนนี้แผลต้องไม่สวยก็จะแย่เลย”

ต้องรอหมอมาเย็บ?
“ต้องเป็นหมอพลาสติก หมอศัลยกรรม และเนื่องจากว่าน้องทานอาหารมาตอน 3 ทุ่มจึงวางยาไม่ได้ ต้องรอ 6-8 ชั่วโมง ให้น้องนอนไปก่อน เหมือนกับว่าตอนเช้าค่อยปลุกน้องมาวางยาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเราก็ต้องบินบ่ายวันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะบินได้ไหม โรงพยาบาลก็ช่วยเต็มที่ “

ตลอดระยะเวลาคืนนั้นเป็นยังไงบ้าง?
“นอนไม่หลับ มันแย่ ผมไม่รู้ว่าของเอ๋เป็นยังไง แต่ผมรู้สึกว่านอนไม่หลับ เรารู้สึกว่าเราโทษตัวเอง เราโทษทุกคน โทษตัวเองว่าทำไมเรามานั่งกินข้าวไม่ไปดูน้อง คือน้องดูทีวีอยู่ที่ห้องแล้วเรากินข้าวที่ร้านอาหารและมันไม่ไกลกัน ซึ่ง 2-3 คืนที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเกิดเราก็โทษเอ๋ว่าไม่น่ามากระบี่เลย โทษไปหมดเลย ฟุ้งซ่าน แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาเราค่อยมีสติแล้วก็คิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆแม้กระทั่งคนที่เฝ้าน้องอยู่เขาก็ขอโทษเพราะว่ารู้สึกผิด มันไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ใช่ของผิดของเอ๋ ไม่ใช่ความผิดของผม ไม่ใช่ความผิดของกระบี่ ไม่ใช่ความผิดของรีสอร์ท ไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันเป็นวันที่เหตุ เพราะมันเกิดขึ้นมาเราก็ต้องยอมรับ”

สภาพจิตใจน้องตอนนี้เป็นยังไงบ้างหลังจากกลับมาแล้ว?
“ก็ซึมอยู่ 2-3 วันนะครับ เราก็บอกว่าที่ห้าปีนนู้นปีนนี่มันก็อย่างนี้แหละ มันพลัดตกขึ้นมาหน้ามันก็จะลงก่อน แล้วเราเป็นเด็กระวังมือไม่ทัน มือมันยันไม่ทัน หน้ามันลงก่อน เขาก็ซึมๆ จริงๆแล้วเค้าอาจจะต้องเรียนรู้ต่อไปในอนาคตว่าเค้าต้องระวังตัวเองมากขึ้น”

ต้องปลอบและอธิบายเหตุผลอะไรกันไหม?
“คืนนั้นก็อธิบายไปเยอะ เพราะว่าเค้าจะไม่เย็บ จะกลับโรงแรมไม่อยู่แล้วที่โรงพยาบาล ดินกันจนต้องจับกัน 5-6 คน สุดท้ายคุณหมอก็บอกว่าวางยาดีกว่าเพราะว่าดูแล้วน่าจะทะลุด้านไหนด้วย ตอนคืนนั้นใจเราไม่ดีภาวนาให้ขอแค่เป็นข้างนอกอย่าทะลุถึงด้านใน คุณหมอบอกว่าก็ตามที่คาด ก็คือทะลุด้านไหนเลย”

เปลี่ยนไฟลท์กลับไหม?
“ไม่ได้เปลี่ยนครับ เพราะว่าไฟลท์เราตอนเย็นอยู่แล้ว ผ่าตอนเช้าเย็บเป็นไหมละลายด้านในเยอะเหมือนกัน ดันนอกก็ประมาณสัก 20 เข็ม แต่เป็นการเย็บแบบศัลยกรรม เย็บถี่ แล้วก็บินกลับวันนั้นเลย เป็นห่วงเรื่องการขึ้นเครื่องเหมือนกันว่าจะเจ็บไหม จะปวดไหม เพราะว่าระหว่างทางที่เขาเดินทางจากโรงพยาบาลกลับไปเอาของที่โรงแรมและที่จะไปสนามบินเค้าก็อาเจียนระหว่างทางคือยังเมายาอยู่ ก็กลัวว่าน้องจะไม่ไหว เสียน้ำด้วย เสียเลือดด้วย ตกใจด้วย แต่ก็ใจแข็งดี เขาก็สู้แต่ก็ได้ทุกคนช่วยด้วยนะครับ ขอบคุณรีสอร์ท ที่โรงแรมที่กระบี่แล้วก็โรงพยาบาลที่คอยช่วยเหลือ”

สอนอะไรครอบครัวเราบ้าง?
“จริงๆเราก็ดูแลเต็มที่นะ เราต้องยอมรับมากกว่า คือ อุบัติเหตุมันก็คืออุบัติเหตุ ผมไม่ได้โทษใครเลย ผมว่ามันเกิดจากตัวน้องเอง มันเป็นสิ่งที่น้องน่าจะได้เรียนรู้ว่าเราเคยหกล้ม เคยแขนหักขาหัก แต่โชคดีที่เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีมากกว่า ได้ดูแลและรักษาน้องอย่างเต็มที่มากกว่า มันก็เลยทำให้จากหนักกลายเป็นเบา”

กลับมาบ้านหรือยัง?
“กลับมาบ้านแล้วครับตอนนี้น้องก็ต้องไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน เพราะว่ามีแผลอยู่สองจุดก็คือข้างนอกและข้างใน ข้างนอกก็ปิดแล้วล่ะเพราะว่าล้างทำความสะอาดทุกวัน เอ๋เขากลัวโรงพยาบาลทุกวัน พอดีว่าเป็นจังหวะช่วง โควิด-19 พอดีก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียนกัน เภาก็เลยได้รับโบนัสไปด้วย”

เภาเป็นยังไงบ้าง?
“เภาอึ้งไปเลยครับ เพราะวันนั้นเลือดเยอะมาก ช็อคไปเลย นิ่งไปเลย แต่หลังๆเขาก็ดูเป็นห่วงนะ ถามว่าพี่ภูเป็นยังไงบ้าง แต่ตอนนี้แผลข้างในสำคัญกว่า คือมันจะหายากกว่า มีทั้งน้ำลายมีทั้งแบคทีเรีย ทุกคนก็ต้องระวัง”

ยังพูดได้ปกติไหม?
“กินได้เกือบปกติ 100% แล้วครับแต่ว่าจะต้องไปกรอบ อะไรที่เป็นคมๆแข็งๆยังไม่ได้ ต้องเป็นอะไรที่อ่อนๆก่อน แต่ก็ดีนะมันเป็นบทเรียนของเขา แต่โหดไปหน่อย ตั้งรับไม่ทัน”

กังวลเรื่องแผลเป็นไหม?
“กังวลเหมือนกันครับ เพราะว่าคุณหมอเค้าบอกว่าอาจจะมีนิดนึงแต่แผลเด็กพ่อเค้าเติบโตขึ้น แผลมันจะประสานได้เร็ว เนื้อมันจะเกลี่ยกันได้เร็ว เนื้อเขาจะสร้างได้เร็ว และถ้าเกิดมีรอยแผลเป็นมันก็จะมีในส่วนของเลเซอร์ที่สามารถช่วยได้ ตรงนี้ก็ยังไม่น่าห่วง ฟันหักสี่นึง ครบของกระบวนการคางแตก แตกทะลุเลย”

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here